ถ้าหากใครเอ่ยถึง ทองคำ คงนึกถึงพวกโลหะสีเหลือง มีความวาว ทนต่อการกัดกร่อนและทนความร้อนได้ดีจนถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยนช์ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทันตกรรมหรืออุตสาหกรรม

ทองคำนั้นเป็นที่ยอมรับในระดับสากลว่าเป็นโลหะที่มีค่าในตัวเอง เลยถูกนำมาเป็นสื่อกลางในการใช้แลกเปลี่ยนเงินตรา หรือเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ และยังเอามาใช้ผลิตเป็นเครืองประดับสำหรับผู้บริโภคได้ทุกยุค รวมถึงปัจจุบันอีกด้วย

อย่างไรก็ดี สำหรับคนที่อาจจะไม่รู้ว่าทองคำนั้นไม่ได้ถูกจำกัดให้อยู่ในรูปแบบเพียงแค่สีเหลืองเท่านั้น (Yellow Gold) ยังมีสีขาว (White Gold) สีชมพู , เขียว , ดำ และ ม่วง

สีต่างๆ เกิดขึ้นมาจากการผสมธาตุิหรือโลหะในสัดส่วนที่แตกต่างกัน นอกจากสีที่แตกต่างมันยังเปลี่ยนสมบัติทางกายภาพทำให้ราคาทองคำมีราคาสูงขึ้น

ถ้าหากมองย้อนไป 3 ปี ก่อน ทองคำที่มีการกล่าวถึงมากที่สุดคือ ทองสีม่วง (Purple Gold) เป็นนวัตรกรรมที่สร้างความแตกต่าง ช่วยเพิ่มสีสันในวงการเครื่องประดับเป็นอย่างมากในระยะชั่วหนึ่ง

แต่ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเพราะอะไร กระแสทองคำสีม่วงถึงได้ค่อยๆ หายไปจากวงการแวดวงเครื่องประดับไทย

ทองสีม่วงจริงๆ ไม่ใช่ทองที่ถูกชุบด้วยสีม่วงบริเวณผิว แตเป็นโลหะผสมกันระหว่างทองคำกับอลูมิเนียม 75:25 ทำให้ค่าความบริสุทธิ์ของทองคำอยู่ราว 18 กะรัต

การที่ได้มาซึ่งทองคำสีม่วงยังเป็นการพลิกโฉมประวัติศาสตร์ในวงการเครื่องประดับในตลาดโลก เพราะว่าเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค การผลิตเครื่องประดับส่วนใหญ่จะใช้เพื่อการตกแต่งรวมไปถึงกับวัสดุอื่น ๆ เพชร อัญมณี ทองคำขาว เป็นต้น

ถึงแม้ว่าความสวยของทองสีม่วงจะมีสีสันสวยงาม แต่มันก็ยังเป็นเครื่องประดับราคาสูงเช่นกัน ราคาสูงกว่าเครื่องประดับทองสีเหลือง หรือสีอื่น ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า ต้นทุนด้านการผลิตสูงกว่า และการประกอบขั้นตอนนั้นยุ่งยากและต้องใช้การระมัดระวังมากกว่า เพราะว่าอลูมิเนียมจะทำให้เกิดสีม่วงในทองคำ

ในขณะเดียวกันมันก็ยังส่งผลให้ชิ้นงานเครื่องประดับเปราะแตกหักง่าย ยากต่อการขึ้นรูป และถ้าหากนำชิ้นงานที่ไม่สมบูรณ์ที่เกิดจากกระบวนการผลิต  นำมาหลอมขึ้นมาใหม้มีต้นทุนที่สูงมาก ทำให้วงการเครื่องประดับสีม่วงยังอยู่ในโคจรที่จำกัด